“เล่าเรื่องลับฉบับรักร้อน” รวมเรื่องสั้นอีโรติกของ 3 นักเขียน 7 เรื่องสั้นที่ชวนให้อารมณ์วาบหวิว

“เล่าเรื่องลับฉบับรักร้อน”

รวมเรื่องสั้นอีโรติกของ 3 นักเขียน

7 เรื่องสั้นที่ชวนให้อารมณ์วาบหวิว

รวมเรื่องสั้นอีโรติกของ 3 นักเขียน 7 เรื่องสั้นที่ชวนให้อารมณ์วาบหวิว

ชายหนุ่มรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองเขา นาทีต่อมาเธอก็ยื่นหน้าประกบริมฝีปากกับเขา ตัวเธอเย็นจนน่าสงสาร เขารั้งเธอมากอดเพื่อมอบไออุ่น ทรวงอกที่ไร้ชุดชั้นในเบียดแนบชิดแผงอกแม้จะมีเสื้อผ้าของทั้งคู่สวมอยู่…(คืน/เหงา/เรา/ฝน/คลั่ง) โดย “หนามดอกงิ้ว”

เป็นความปรารถนาที่ก่อตัวเป็นพายุลูกใหญ่ ทำให้ผมนอนไม่หลับกระสับกระส่ายทั้งคืน ชะเง้อแล้วชะเง้ออีก มองที่ห้องนอนของคุณหนู ดึกแล้วเธอยังไม่ได้ปิดไฟในห้อง อาจจะอ่านหนังสือ ดูทีวีหรือว่า…(ใคร่) โดย “ACACIA”

เพียงประโยคสั้นๆ ที่เธอกระซิบบอกผมก็เหมือนอยู่ในฝันที่แสนหวาน ผมสบตากับพรายที่ไม่มีท่าทีเขินอายเหมือนหญิงสาวทั่วไป หากแต่แววตาของเธอบอกว่าเธอไม่ได้โกหก สายตาของเธอมันกำลังบอกผมว่าเธอ ‘เหงาเหลือเกิน’ ในเวลานี้ แล้วผมควรทำอย่างไรในเวลานี้ดีน่ะ..(ฝัน /ฉ่ำ /รัก) โดย “หนามดอกงิ้ว”

ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่าคนในวงแขนสั่น เขากอดรัดเธอแน่นขึ้น เรือนร่างนุ่มนิ่มและหน้าอกเต่งตึงบดเบียดแผงอก มือใหญ่เลื่อนลูบแผ่นหลังคล้ายจะปลอบขวัญแต่ค่อยๆ เลื่อนไปลูบถึง…(เพื่อน/ร่วม/งาน) โดย “เพลงไผ่”

ผมบอกแล้วลุกขึ้นพยุงเธอเดินเข้าไปในห้องกลิ่นหอมจากตัวเธอทำเอาผมเคลิ้มแถมเนื้อตัวก็นุ่มนิ่มน่าเอาไปทำหมอนข้างจริงๆ ผมจัดที่นั่งให้เธอนั่งบนเตียงแล้วหาอะไรมารองเท้าเธอก่อน …(รองเท้าสีแดง) โดย “หนามดอกงิ้ว”

ผมเหลือบตามองเห็นมันทำหน้าอายๆ เลยแกล้งใช้มือที่จับเกียร์อยู่วางบนขาอ่อน ไม่เห็นมันปัดออกก็ลองบีบเล่นบ้าง ผิวมันนุ่มมือไม่เหมือนผู้หญิงที่ผมเคยมีอะไรด้วย…(สถานะ/เพื่อน/รัก) โดย “หนามดอกงิ้ว”

ผมยิ้มพูดแบบขำแล้วตบตักตัวเองให้เธอขยับมานั่งที่ตักผม เธอมองเหมือนลังเลแต่ก็ลุกขึ้นมานั่งบนตัก คงอยากได้คนปลอบใจแต่ผมไม่ใช่พี่ชายที่แสนดีในซีรีย์เกาหลีหรอกนะ ...(ออฟฟิศร้อน ฝึกบทรัก) โดย “เพลงไผ่”

ชื่อหนังสือ เล่าเรื่องลับฉบับรักร้อน
ประเภท รวมเรื่องสั้นไทยอีโรติก 20+
ผู้แต่ง หนามดอกงิ้ว/ACACIA/เพลงไผ่

จำนวน 88 หน้า
ราคาปก 79 บาท
ราคาขาย (โหลด) 59 บาท

“บ้านนักเขียน” ยินดีเป็นส่วนหนึ่งของนักเขียนและนักอ่านทุกท่าน หากถ้าหากนักเขียน นักอ่าน สำนักพิมพ์มีความประสงค์ที่จะโฆษณาประชาสัมพันธ์งานเขียน ข่าวคราวเกี่ยวกับหนังสือของตนเองหรือของผู้อื่น กรุณาส่งรีวิว ไฟล์ภาพ และรายละเอียดหนังสือหรือข่าวที่จะให้ประชาสัมพันธ์นั้นๆ มาที่ “บ้านนักเขียน” หรือที่ admin@bannakkhian.com และอย่าลืมแวะเข้าไปเยี่ยมกันที่ “บ้านนักเขียน” กันบ้างนะครับ ใครต้องการเขียนเรื่องสั้น นิยาย บทกวี ฯลฯ ทาง “บ้านนักเขียน” ได้เปิดพื้นที่ให้นักเขียน นักอยากเขียนทุกท่านได้โชว์ผลงานผ่าน “บอร์ดนักเขียน” ไม่แน่หากผลงานของท่านเข้าตาบรรณาธิการสำนักพิมพ์ วงวรรณกรรมก็อาจจะมีนักเขียนดีผลงานเด่นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนก็ได้ ขอบคุณครับ.

Facebook Comments

“Friend หนึ่งความหมายหัวใจเดียวกัน” จากปลายปากกานักเขียนหญิงนาม “สายลมอิสระ”

“Friend หนึ่งความหมายหัวใจเดียวกัน”

จากปลายปากกานักเขียนหญิงนาม

สายลมอิสระ

วันนี้ขอเปลี่ยนแนวแนะนำหนังสือหน่อยครับ เนื่องจากใกล้วันแห่งความรักแล้ว เรามาอ่านเรื่องราวความรักระหว่างเพื่อนกันกับนิยายวัยรุ่นที่สะท้อนให้เห็นถึงความรักระหว่างมิตรภาพ “Friend หนึ่งความหมายหัวใจเดียวกัน” จากปลายปากกานักเขียนหญิงนาม “สายลมอิสระ” จัดพิมพ์เผยแพร่ครั้งที่ 2 โดย ผิงดาวสำนักพิมพ์ (พิมพ์ครั้งแรกปี 2552 ษาริน พับลิชชิง)

เรื่องย่อ
เรื่องราวใน ‘Friend หนึ่งความหมายหัวใจเดียวกัน’ เกิดขึ้นจากประสบการณ์บางส่วนในชีวิตของตนเองและต้องการนำเสนอแง่มุมชีวิตวัยรุ่นที่ไม่ได้มีเพียงด้านเดียว แต่ในขณะเดียวอุปสรรคมากมายที่เข้ามาในชีวิตก็ทำให้เรารู้จักที่จะ ‘อดทน’ และหา ‘ทางออก’ ให้กับตัวเอง สิ่งเหล่านี้มันทำให้ฉันเรียนรู้ว่าปัญหาต่างๆ มีไว้เพื่อท้าทายเรา ตัวหนังสืออาจจะไม่สามารถส่งเสียงบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองได้ แต่ฉันก็เชื่อว่า ‘ความจริงใจ’ ที่มีในทุกตัวอักษรจะสื่อสารกับ ‘คุณ’ ได้.

ชื่อหนังสือ        Friend หนึ่งความหมายหัวใจเดียวกัน
ประเภท        นิยายวัยรุ่น
ผู้เขียน        สายลมอิสระ
จำนวน         355 หน้า
ราคาปก         149 บาท
ราคาโหลด         79 บาท

“ผิงดาว สำนักพิมพ์” ภูมิใจเสนอนิยายรักวัยรุ่น “Breath ลมหายใจในฤดูรัก” ผลงานของ “ปภาฐิตา” หรืออีกในนาม “เพลงมีนา”

ตัวอักษรที่ถูกร้อยเรียงในหนังสือเล่มนี้ ถือกำเนิดขึ้นจากการได้ยินเสียงเพลง “ฤดูที่แตกต่าง (Seasons Change)” ที่ขับร้องด้วยเสียงของคุณนพ พรชำนิและนั่นทำให้ฉันตกหลุมรักทุกเพลงของคุณบอย โกสิยพงษ์ตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว

“หากเปรียบกับชีวิตของคน เมื่อยามสุขล้นจนใจมันยั้งไม่อยู่ ก็คงเปรียบได้กับฤดู คงเป็นฤดูที่แสนสดใส ถ้าวันหนึ่งวันไหน ที่ใจเจ็บทนทุกข์ ดังพายุที่โหมเข้าใส่ บอกกับตัวเองเอาไว้ ความเจ็บต้องมีวันหาย ไม่ต่างอะไรที่เราต้องเจอทุกฤดู”

ฉันเขียนเรื่องยาวครั้งแรกเรื่องนี้เมื่อราวสิบปีที่แล้ว ด้วยความประทับใจที่มีต่อเพลงนี้และระหว่างนั้น ฉันก็ได้ซึมซับการดำเนินชีวิตที่มีทั้งด้านสุขและทุกข์

“อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่า (แค่ไหนที่เฝ้ารอ) เมื่อวันที่ต้องเจ็บช้ำใจ จากความผิดหวังจนใจมันรับไม่ทัน เป็นธรรมดาที่เราต้องไหวหวั่น กับวันที่อะไรมันเปลี่ยนไป ถ้าวันหนึ่งวันไหน ที่ใจเจ็บทนทุกข์ ดังพายุที่โหมเข้าใส่ บอกกับตัวเองเอาไว้ ความเจ็บต้องมีวันหาย ไม่ต่างอะไรที่เราต้องเจอทุกฤดู”

ระยะเวลาที่ผ่าน มีอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย ที่ทำให้ทั้งยิ้มและร้องไห้ได้ในเวลาเดียวกัน เช่นเดียวกับตัวละครที่ฉันสร้างขึ้นมา พวกเขาเหล่านั้นกว่าจะได้พบรอยยิ้มก็ต้องผ่านคราบน้ำตา

“อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่า (แค่ไหนที่เฝ้ารอ) อย่าไปกลัวเวลาที่ฟ้าไม่เป็นใจ อย่าไปคิดว่ามันเป็นวันสุดท้าย น้ำตาที่ไหลย่อมมีวันจางหาย หากไม่รู้จักเจ็บปวดก็คงไม่ซึ้งถึงความสุขใจ อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่า (แค่ไหนที่เฝ้ารอ) อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่า (แค่ไหนที่เฝ้ารอ)”

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นมากกว่าหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง หนังสือไม่มีเสียงจนกว่าจะมีคนเปิดอ่านมัน ความฝันจะเป็นเพียงแค่อากาศธาตุถ้าไม่ลงมือทำ

ความฝันนั้นได้มีลมหายใจในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว มันคือสิ่งที่อยู่ในมือคุณ สำหรับฉันมันคือสิ่งที่เฝ้ารอ มันคือความคุ้มค่าที่ฝันฝ่าจนถึงวินาทีนี้…

…กลิ่นฉุนๆ ของบุหรี่ราคาถูกผสมกับกลิ่นจากท่อไอเสียรถยนต์ ทำเอาเด็กหนุ่มผมสั้นเกรียนสีของเส้นผมเป็นสีน้ำตาลอ่อนอย่างธรรมชาติให้มาพยายามเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างลำบาก รู้สึกปั่นป่วนในท้อง เป็นครั้งแรกที่เขาเดินทางมาจากบ้านเกิดแสนไกล หนทางที่มาช่างเหมือนกับนั่งอยู่ในเรือลำน้อยที่ พยายามพายสู้คลื่นลูกใหญ่อยู่กลางทะเลที่มืดมิด มีเพียงเสียงคำรามของเมฆฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง และแสงแปลบปลาบเท่านั้น ทว่าทุกครั้งที่พยายามเพ่งมอง เขาจะมองเห็นพระจันทร์ครึ่งดวงลอยเด่นอยู่ตรงหน้า

เด็กหนุ่มตัวสั่นสะท้านเพราะพิษไข้และไอหนาว แอร์เก่าๆ ของรถบรรทุกขนาดสิบล้อที่เด็กหนุ่มขออาศัยเดินทางมาด้วยมีเสียงดังครางตลอดเวลา ถึงแม้เวลานี้เม็ดฝนจะทิ้งตัวลงอย่างหนัก แต่คนขับที่กุมพวงมาลัยรถอยู่ก็ยังฮัมเพลงลูกทุ่งสบายอารมณ์ราวกับคุ้นชินสภาพทางที่ลัดเลาะภูเขา เด็กหนุ่มเผลอลอบมองคนข้างๆ เห็นหนวดเครารุงรังรอบวงปากกระดุกกระดิกได้เอง ก็ต้องหลบตาวูบกับความคิดประหลาดของตน บางจังหวะของการเดินทาง เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนมองเห็นตัวเองนั่งในเรือลำน้อยที่ถูกคลื่นใหญ่โยนตัวขึ้นสูงจนแทบจะเอื้อมมือคว้าดาวบนฟ้าได้และบางครั้งก็รู้สึกเหมือนถูกโยนลงในหุบเหวลึกเกินหยั่ง

“ไอ้หนู…เมารถรึ…ทนเอาหน่อย จะเข้าตัวเมืองแล้ว”

สิงห์สิบล้อเอ่ยแล้วหัวเราะชอบใจกับท่าทางอาการของเด็กหนุ่ม เขาเค้นยิ้มฝืดให้แต่ก็ต้องฝืนปิดเปลือกตาไว้…

จดจำความรู้สึกต่างๆ ที่ผ่านพ้นไป

และบางสิ่งที่กำลังมาเยือนสู่ชีวิตใหม่ของเขาเอง…

“นั่นไง…ถึงแล้ว”.

“บ้านนักเขียน” ยินดีเป็นส่วนหนึ่งของนักเขียนและนักอ่านทุกท่าน หากถ้าหากนักเขียน นักอ่าน สำนักพิมพ์มีความประสงค์ที่จะโฆษณาประชาสัมพันธ์งานเขียน ข่าวคราวเกี่ยวกับหนังสือของตนเองหรือของผู้อื่น กรุณาส่งรีวิว ไฟล์ภาพ และรายละเอียดหนังสือหรือข่าวที่จะให้ประชาสัมพันธ์นั้นๆ มาที่ “บ้านนักเขียน” หรือที่ admin@bannakkhian.com และอย่าลืมแวะเข้าไปเยี่ยมกันที่ “บ้านนักเขียน” กันบ้างนะครับ ใครต้องการเขียนเรื่องสั้น นิยาย บทกวี ฯลฯ ทาง “บ้านนักเขียน” ได้เปิดพื้นที่ให้นักเขียน นักอยากเขียนทุกท่านได้โชว์ผลงานผ่าน “บอร์ดนักเขียน” ไม่แน่หากผลงานของท่านเข้าตาบรรณาธิการสำนักพิมพ์ วงวรรณกรรมก็อาจจะมีนักเขียนดีผลงานเด่นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนก็ได้ ขอบคุณครับ.

Facebook Comments

“ผิงดาว สำนักพิมพ์” ภูมิใจเสนอนิยายรักวัยรุ่น “Breath ลมหายใจในฤดูรัก” ผลงานของ “ปภาฐิตา” หรืออีกในนาม “เพลงมีนา”

“ผิงดาว สำนักพิมพ์” ภูมิใจเสนอนิยายรักวัยรุ่น “Breath ลมหายใจในฤดูรัก” ผลงานของ “ปภาฐิตา” หรืออีกในนาม “เพลงมีนา”

ตัวอักษรที่ถูกร้อยเรียงในหนังสือเล่มนี้  ถือกำเนิดขึ้นจากการได้ยินเสียงเพลง “ฤดูที่แตกต่าง (Seasons Change)” ที่ขับร้องด้วยเสียงของคุณนพ พรชำนิและนั่นทำให้ฉันตกหลุมรักทุกเพลงของคุณบอย โกสิยพงษ์ตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว

“หากเปรียบกับชีวิตของคน เมื่อยามสุขล้นจนใจมันยั้งไม่อยู่  ก็คงเปรียบได้กับฤดู คงเป็นฤดูที่แสนสดใส ถ้าวันหนึ่งวันไหน ที่ใจเจ็บทนทุกข์ ดังพายุที่โหมเข้าใส่ บอกกับตัวเองเอาไว้ ความเจ็บต้องมีวันหาย ไม่ต่างอะไรที่เราต้องเจอทุกฤดู”

ฉันเขียนเรื่องยาวครั้งแรกเรื่องนี้เมื่อราวสิบปีที่แล้ว ด้วยความประทับใจที่มีต่อเพลงนี้และระหว่างนั้น ฉันก็ได้ซึมซับการดำเนินชีวิตที่มีทั้งด้านสุขและทุกข์

“อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่า (แค่ไหนที่เฝ้ารอ) เมื่อวันที่ต้องเจ็บช้ำใจ จากความผิดหวังจนใจมันรับไม่ทัน เป็นธรรมดาที่เราต้องไหวหวั่น กับวันที่อะไรมันเปลี่ยนไป ถ้าวันหนึ่งวันไหน ที่ใจเจ็บทนทุกข์ ดังพายุที่โหมเข้าใส่ บอกกับตัวเองเอาไว้ ความเจ็บต้องมีวันหาย ไม่ต่างอะไรที่เราต้องเจอทุกฤดู”

ระยะเวลาที่ผ่าน มีอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย ที่ทำให้ทั้งยิ้มและร้องไห้ได้ในเวลาเดียวกัน เช่นเดียวกับตัวละครที่ฉันสร้างขึ้นมา พวกเขาเหล่านั้นกว่าจะได้พบรอยยิ้มก็ต้องผ่านคราบน้ำตา

“อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่า (แค่ไหนที่เฝ้ารอ) อย่าไปกลัวเวลาที่ฟ้าไม่เป็นใจ อย่าไปคิดว่ามันเป็นวันสุดท้าย น้ำตาที่ไหลย่อมมีวันจางหาย หากไม่รู้จักเจ็บปวดก็คงไม่ซึ้งถึงความสุขใจ อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่า (แค่ไหนที่เฝ้ารอ) อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่า (แค่ไหนที่เฝ้ารอ)”

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นมากกว่าหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง   หนังสือไม่มีเสียงจนกว่าจะมีคนเปิดอ่านมัน ความฝันจะเป็นเพียงแค่อากาศธาตุถ้าไม่ลงมือทำ

ความฝันนั้นได้มีลมหายใจในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว  มันคือสิ่งที่อยู่ในมือคุณ สำหรับฉันมันคือสิ่งที่เฝ้ารอ มันคือความคุ้มค่าที่ฝันฝ่าจนถึงวินาทีนี้…

…กลิ่นฉุนๆ ของบุหรี่ราคาถูกผสมกับกลิ่นจากท่อไอเสียรถยนต์ ทำเอาเด็กหนุ่มผมสั้นเกรียนสีของเส้นผมเป็นสีน้ำตาลอ่อนอย่างธรรมชาติให้มาพยายามเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างลำบาก รู้สึกปั่นป่วนในท้อง เป็นครั้งแรกที่เขาเดินทางมาจากบ้านเกิดแสนไกล หนทางที่มาช่างเหมือนกับนั่งอยู่ในเรือลำน้อยที่ พยายามพายสู้คลื่นลูกใหญ่อยู่กลางทะเลที่มืดมิด มีเพียงเสียงคำรามของเมฆฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง และแสงแปลบปลาบเท่านั้น ทว่าทุกครั้งที่พยายามเพ่งมอง เขาจะมองเห็นพระจันทร์ครึ่งดวงลอยเด่นอยู่ตรงหน้า

เด็กหนุ่มตัวสั่นสะท้านเพราะพิษไข้และไอหนาว แอร์เก่าๆ ของรถบรรทุกขนาดสิบล้อที่เด็กหนุ่มขออาศัยเดินทางมาด้วยมีเสียงดังครางตลอดเวลา ถึงแม้เวลานี้เม็ดฝนจะทิ้งตัวลงอย่างหนัก แต่คนขับที่กุมพวงมาลัยรถอยู่ก็ยังฮัมเพลงลูกทุ่งสบายอารมณ์ราวกับคุ้นชินสภาพทางที่ลัดเลาะภูเขา เด็กหนุ่มเผลอลอบมองคนข้างๆ เห็นหนวดเครารุงรังรอบวงปากกระดุกกระดิกได้เอง ก็ต้องหลบตาวูบกับความคิดประหลาดของตน บางจังหวะของการเดินทาง  เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนมองเห็นตัวเองนั่งในเรือลำน้อยที่ถูกคลื่นใหญ่โยนตัวขึ้นสูงจนแทบจะเอื้อมมือคว้าดาวบนฟ้าได้และบางครั้งก็รู้สึกเหมือนถูกโยนลงในหุบเหวลึกเกินหยั่ง

“ไอ้หนู…เมารถรึ…ทนเอาหน่อย จะเข้าตัวเมืองแล้ว”

สิงห์สิบล้อเอ่ยแล้วหัวเราะชอบใจกับท่าทางอาการของเด็กหนุ่ม  เขาเค้นยิ้มฝืดให้แต่ก็ต้องฝืนปิดเปลือกตาไว้…

จดจำความรู้สึกต่างๆ ที่ผ่านพ้นไป

และบางสิ่งที่กำลังมาเยือนสู่ชีวิตใหม่ของเขาเอง…

“นั่นไง…ถึงแล้ว”.

“บ้านนักเขียน” ยินดีเป็นส่วนหนึ่งของนักเขียนและนักอ่านทุกท่าน หากถ้าหากนักเขียน นักอ่าน สำนักพิมพ์มีความประสงค์ที่จะโฆษณาประชาสัมพันธ์งานเขียน ข่าวคราวเกี่ยวกับหนังสือของตนเองหรือของผู้อื่น กรุณาส่งรีวิว ไฟล์ภาพ และรายละเอียดหนังสือหรือข่าวที่จะให้ประชาสัมพันธ์นั้นๆ มาที่ “บ้านนักเขียน” หรือที่ admin@bannakkhian.com และอย่าลืมแวะเข้าไปเยี่ยมกันที่ “บ้านนักเขียน” กันบ้างนะครับ ใครต้องการเขียนเรื่องสั้น นิยาย บทกวี ฯลฯ ทาง “บ้านนักเขียน” ได้เปิดพื้นที่ให้นักเขียน นักอยากเขียนทุกท่านได้โชว์ผลงานผ่าน “บอร์ดนักเขียน” ไม่แน่หากผลงานของท่านเข้าตาบรรณาธิการสำนักพิมพ์ วงวรรณกรรมก็อาจจะมีนักเขียนดีผลงานเด่นเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนก็ได้ ขอบคุณครับ.

Facebook Comments

แหล่งชุมชนคนวรรณกรรม